เลือกหน้า

สภาพทั่วไป

                  ประวัติความเป็นมา

                      บ้านดงสวาง  หมู่ที่ 7 ตำบลกุดแห่   อำเภอเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร  แยกการปกครองจากบ้านกุดมะฮง เมื่อปี พ.ศ.2460 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2512 มีประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้แยกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านดงสวาง และมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรก ได้แก่ นายใส  สมชาติ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน  ได้แก่  นายฉวี  แดงอาจ  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 

             สภาพภูมิประเทศทั่วไปของบ้านดงสวาง  พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำสวนยาง  มีลำเซบาย หนองอุ่ม หนองทางเกวียน ไว้เก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรและเพาะปลูก

    

               อาณาเขตของหมู่บ้าน

ทิศเหนือ จดบ้านมันปลา

ทิศใต้จดบ้านกุดโจด

ทิศตะวันออกจดบ้านกุดแห่

ทิศตะวันตกจดบ้านกุดมะฮง  

อาชีพหลัก ทำนา อาชีพรอง ทำสวนและอาชีพเสริม รับจ้างทั่วไป

              บ้านดงสว่าง หมู่ที่ 7 ตำบลกุดแห่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม   เหมาะกับอาชีพการทำนา มีแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นสายหลักคือลำห้วยทราย และมีแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ทั้งส่วนตัวและสาธารณะ เป็นบ้านขนาดใหญ่   มี 136 ครัวเรือน ประชากร รวม  458คน สัดส่วนเป็นผู้หญิง

มากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่ประชากร อายุระหว่าง  18 50 ปี มีอาชีพทำการเกษตรกรรม

ทำนา หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวปลูกพืชไร่ เช่น ทำนาปรัง มันสำปะหลัง ยางพารา ต้นยูคาฯ

ทอผ้าพื้นเมือง การค้าขาย และปลูกพืชผักต่างๆ การเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม

 

  1.     ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 37,912  บาทต่อคนต่อปี  (ข้อมูล จปฐ.ปี2551)

                     ถึงแม้ชุมชนจะมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ยังพบว่า ชุมชนยังมีจุดอ่อนต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนในสภาวการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง และความเจริญเข้าถึงชุมชนอย่างรวดเร็ว ดังนี้

  1. ด้านน้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอในฤดูแล้ง การทำการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนสำหรับทำนา  การขาดน้ำช่วงฤดูแล้งเป็นเรื่องปกติของชุมชนภาคอีสาน เมื่อถึงฤดูแล้งจะแล้งมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียงแล้วบ้านอ่างสร้างหิน หมู่ที่ 11

มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะพื้นที่อยู่ที่ราบลุ่มเชิงเขา มีแหล่งน้ำธรรมชาติ 1แห่งมีน้ำตลอดปีนอกจากพื้นที่ที่หมู่บ้านอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ  ยังขาดระบบจัดการน้ำที่ดี  ไม่มีระบบชลประทาน

  1. สภาพดินทั่วไปคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นการที่ใช้สารเคมีหรือใช้ปุ๋ยเคมีมานานขาดการปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพก่อนลงมือทำการเกษตร

เพาะปลูกพืช  ส่งผลกระทบให้ได้รับผลผลิตที่ต่ำค่าจ้างแรง

งานท้องถิ่นมีสูง เมื่อคำนวณกับต้นทุนการผลิตแล้ว ถือว่า

ไม่คุ้มทุน

  1. วัตถุดิบในการผลิตตะกร้าพลาสติกต้อง

ซื้อจากแหล่งอื่นมีราคาแพง ซึ่งทางกลุ่มจักสานตะกร้าไม่

สามารถกำหนดราคาเองได้ ทำให้รายได้ลดลงกว่าเดิม

  1. เยาวชนในชุมชน ได้รับการศึกษาสูงขึ้น สิ่งที่ชุมชนวิตก คือเยาวชนเริ่มห่างจากวิถีชีวิตท้องถิ่นดั้งเดิม มีค่านิยมตามกระแสสังคมบริโภค เนื่องจากการสื่อสารเทคโนโลยีที่เจริญเข้าสู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว แม้มีการสืบสานวัฒนธรรม และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าพื้นเมือง การจักสาน การเลี้ยงสัตว์ ยังขาดความสนใจน้อยมาก เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับและไม่ได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้น ก็จะเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด
  1.   ประชาชนในชุมชนมีรายได้ค่อนข้างดีและปานกลาง  แต่รายได้ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องไม่มีการจัดระเบียบชีวิตและสร้างภูมิคุ้มกันตนเองที่ดีพอ
  2.   ประชาชนขาดการดูแลแลสุภาพตนเอง และป้องกันโรคภัยซึ่งจากข้อมูลของ อสม. สถานีอนามัย ที่ออกตรวจวัดความดัน น้ำตาลในเลือด พบประชาชนมีอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคความดันและเบาหวานสูง

ทิศทางการพัฒนา

  1. การขาดน้ำเพื่อการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง เฉพาะพื้นที่การเกษตรที่ห่างไกลแหล่งน้ำ การสร้างฝายน้ำล้นเพิ่มเติมเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอายุสั้น   ต้องการขุดลอกลำห้วย ที่ตื้นเขินและจัดระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ
  2. การปรับปรุงบำรุงดิน และลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ให้ทั่วถึงปรับปรุงดินโดยมีการเอาดินขึ้นมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ปรับปรุงดิน  หรือปลูกพืชกระกูลถั่วคลุมดินเสริม ในไร่นา   หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด  ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด
  1. ส่งเสริมการทำนาหว่านที่ถูกวิธี เพื่อลดค่าจ้างแรงงานที่สูง
  2.   ส่งเสริมการจักสานตะกร้าพลาสติกหาวัตถุดิบได้ในท้องถิ่นอื่น การทอผ้า                      
  3.    ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ โดยเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยและได้มาตรฐาน  สามารถส่งจำหน่ายตามร้านอาหารมีระดับมาตรฐานได้
  4. สร้างจิตสำนึกแก่เยาวชน กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจ มี-กิจกรรมเชิดชูเกียรติแก่ปราชญ์ชาวบ้านและผู้อาวุโสในชุมชน ที่แบบเป็นอย่างการใช้วิถีชีวิตวัฒนธรรมสืบทอดภูมิปัญญาแก่คนรุ่นหลัง สร้างแรงจูงใจ จัดตั้งกลุ่มเยาวชนตัวอย่างมีกิจกรรมเข้าวัดพัฒนาจิต ส่งเสริมการกีฬา
  5. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้ทั่วถึง ทุกคน ทุกครัวเรือน สร้างเป็นกฎระเบียบของชุมชน
  6. ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ โดยการออกกำลังกาย และครัวเรือนมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพ

หรือสมาชิกโครงการ TO   BE   NUMBER   ONE

การขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรม:การน้อมนำ ศาสตร์พระราชา สู่หมู่บ้านมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน (อยู่ดี มีแฮง ฮักแพง แบ่งปัน ก้าวหน้าไปพร้อมกัน สู่ความพอเพียง (DEEKUGNA) )